วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่1

บทที่1 
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และระบบปฎิบัติการ





ความหมายของคอมพิวเตอร์
    คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ เครื่องคำนวณที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องกลไกหรือเครื่องไฟฟ้า ต่างก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ลูกคิดที่เคยใช้กันในร้านค้า ไม้บรรทัด คำนวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประจำตัววิศวกรในยุคยี่สิบปีก่อน หรือเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด
          ในปัจจุบันความหมายของคอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึงเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่า ตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์
      คอมพิวเตอร์จึงเป็น เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ ในด้านการคิด คำนวณและสามารถจำข้อมูล ทั้งตัวเลข และ ตัวอักษรได้เพื่อการเรียกใช้งานในครั้งต่อไป นอกจากนียังสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในด้านต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์ การรับส่งข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้



โครงสร้างข้อมูล (Data Structure)

 ในการนำข้อมูลไปใช้นั้น เรามีระดับโครงสร้างของข้อมูลดังนี้
       บิต (Bit)  คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนำไปใช้ งานได้ ซึ่งได้แก่ เลข 0 หรือ เลข 1 เท่านั้น
        ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) ได้แก่ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, …, 9, A, B, …, Z และเครื่องหมายต่างๆ ซึ่ง 1 ไบต์จะเท่ากับ 8 บิต หรือ ตัวอักขระ 1 ตัว เป็นต้น
        ฟิลด์ (Field) ได้แก่ ไบต์ หรือ อักขระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปรวมกันเป็นฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว(ID) ชื่อพนักงาน(name) เป็นต้น
         เรคคอร์ด (Record) ได้แก่ ฟิลด์ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ ขึ้นไป ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องรวมกันเป็นเรคคอร์ด เช่น ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัว ยอดขาย ข้อมูลของพนักงาน 1 คน เป็น 1 เรคคอร์ด
         ไฟล์ (Files) หรือ แฟ้มข้อมูล ได้แก่ เรคคอร์ดหลายๆ เรคคอร์ดรวมกัน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ข้อมูลของประวัติพนักงานแต่ละคนรวมกันทั้งหมดเป็นไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลเกี่ยว กับประวัติพนักงานของบริษัท เป็นต้น
         ฐานข้อมูล (Database) คือ การเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลหลายๆ ไฟล์ที่เกี่ยวข้องกันมารวมเข้าด้วยกัน เช่น ไฟล์ข้อมูลของแผนกต่างๆ มารวมกัน เป็นฐานข้อมูลของบริษัท เป็นต้น
การวัดขนาดข้อมูล
   ในการพิจารณาว่าข้อมูลใดมีขนาดมากน้อยเพียงไร เรามีหน่วยในการวัดขนาดของข้อมูลดังต่อไปนี้
8 Bit = 1 Byte
1,024 Byte = 1 KB (กิโลไบต์)
1,024 KB = 1 MB (เมกกะไบต์)
1,024 MB = 1 GB (กิกะไบต์)
1,024 GB = 1TB (เทระไบต์)


ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

         1.จากการที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ ทำให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อ การดำเนินชีวิตประจำวัน ในสังคมเป็นอย่างมาก ที่พบเห็นได้บ่อย ที่สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์จดหมาย รายงาน เอกสารต่างๆ ซึ่งเรียกว่างานประมวลผล (word processing ) นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้
        2.งานธุรกิจ เช่น บริษัท ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบัญชี งานประมวลคำ และติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้งานอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์มา ช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งทำให้การ ผลิตมีคุณภาพดีขึ้นบริษัทยังสามารถรับ หรืองานธนาคาร ที่ให้บริการถอนเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ ( ATM ) และใช้คอมพิวเตอร์คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน และการโอนเงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย
        3.งานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุข สามารถนำคอมพิวเตอร์มา ใช้ในนำมาใช้ในส่วน ของการ คำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจรของการส่งจรวดไปสู่อวกาศ หรืองานทะเบียน การเงิน สถิติ และเป็นอุปกรณ์สำหรับการตรวจรักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ผลที่แม่นยำกว่าการตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็วขึ้น
        4.งานคมนาคมและสื่อสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะใช้คอมพิวเตอร์ในการจองวันเวลา ที่นั่ง ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรือทุกสายการบินได้ ทำให้สะดวกต่อผู้เดินทางที่ไม่ต้องเสียเวลารอ อีกทั้งยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรือในการสื่อสาร ก็ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยู่ในวงโคจร ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการส่งสัญญาณให้ระบบการสื่อสารมีความชัดเจน
        5.งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ หรือ จำลองสภาวการณ์ ต่างๆ เช่น การรับแรง สั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยคอมพิวเตอร์จะคำนวณ และแสดงภาพสถาน การณ์ใกล้เคียงความจริง รวมทั้งการใช้ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ต่างๆ เช่น คนงาน เครื่องมือ ผลการทำงาน
      6.งานราชการ เป็นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบาท และหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบประชุมทางไกลผ่านคอมพิวเตอร์ , กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยงไปยังสถาบันต่างๆ , กรมสรรพากร ใช้จัดในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสียภาษี เป็นต้น
        7. การศึกษา ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการเรียนการสอน ซึ่งมีการนำคอมพิวเตอร์มา ช่วยการสอนในลักษณะ บทเรียน CAI หรืองานด้านทะเบียน ซึ่งทำให้สะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนักเรียน การเก็บข้อมูลยืมและการส่งคืนหนังสือห้องสมุด

 ข้อมูลจาก หมวดวิชาคอมพิวเตอร์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และ http://web.ku.ac.th/schoolnet/

ประเภทของคอมพิวเตอร์

การจำแนกคอมพิวเตอร์ตามลักษณะวิธีการทำงานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ
แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer)
          เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการคำนวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดคำนวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการคำนวณ โดยไม้บรรทัดคำนวณจะมีขีดตัวเลขกำกับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมรประกบรวมกัน การคำนวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีด ตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบ อิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทำนองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด
          แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่ เป็นตัวกระทำและเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ จึงเหมาะสำหรับงานคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการ คณิตศาสตร์ เช่น การจำลองการบิน การศึกษาการสั่งสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรนำเข้าอาจเป็นอุณหภูมิความเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่งจะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อนำเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้าแปรกับ เวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็นค่าของตัวแปรที่กำลังศึกษา
          ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการคำนวณมีความ ละเอียดน้อย ทำให้มีขีดจำกัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น
 
ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (digital computer)
          คอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน จัดเป็นดิจิทัลคอมพิวเตอร์แทบทั้งหมด ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มีหลักการคำนวณที่ไม่ใช่แบบไม้บรรทัดคำนวณ แต่เป็นแบบลูกคิด โดยแต่และหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักร้อย และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นระบบเลขฐานสินที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถ้าเก้าไปสิบตัวตามระบบตัวเลขที่ใช้ ในชีวิตประจำวัน
          ค่าตัวเลขของการคำนวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นหลักเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นระบบเลขฐานสองที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียงสองตัว คือเลขศูนย์กับเลขหนึ่งเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการทำงานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การคำนวณภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะเป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิบที่เราใช้และคุ้นเคยจะถูกแปลงไปเป็นระบบเลขฐานสองเพื่อการ คำนวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเลขฐานสองอยู่ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย 



องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

1.ฮาร์ดแวร์
          หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม)7 เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน ดังภาพ
2. ซอฟท์แวร์
          หมายถึง ส่วนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม) เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่ง ที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อ สั่งให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่อง คอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์เรา ก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลย ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น
          2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับระบบ (System Software)
          คือ ชุดของคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่งสำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด เพื่อคอยควบคุมการ ทำงาน ของฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งาน ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีก็คือ DOS, Windows, Unix, Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Basic, Fortran, Pascal, Cobol, C เป็นต้น นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่น Norton’s Utilities ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
          2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
          คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่นำมาให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บ ข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
               2.1.1 ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program เช่น โปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงินเดือน โปรแกรมระบบเช่าซื้อ โปรแกรมการทำสินค้าคงคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละ โปรแกรม ก็มักจะมีเงื่อนไข หรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ หรือกฏเกณฑ์ของ แต่ละหน่วยงาน ที่ใช้ ซึ่งสามารถ ดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขียน ขึ้นนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดับสูงเป็นตัวพัฒนา
               2.1.2 ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดย ผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไม่จำ เป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรม นอกจากนี้ ยังไม่ต้อง เวลามากในการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปนี้ มักจะมีการใช้งานในหน่วยงานเรา ขาดบุคลากร ที่มีความชำนาญ เป็นพิเศษ ในการเขียนโปรแกรม ดังนั้น การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวก และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรม สำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมส์ต่างๆ เป็นต้น
3.บุคลากร(people ware)
          หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้
          3.1 ผู้จัดการระบบ (System Manager)
คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน
          3.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)
คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้ที่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน
          3.3 โปรแกรมเมอร์ (Programmer)
คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของ ผู้ใช้ โดยเขียนตาม แผนผังที่นักวิเคราะห์ ระบบได้เขียนไว้
          3.4 ผู้ใช้ (User)
 คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรม ที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการเนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและ ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็น ตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ได้รับจากการ กำหนดของมนุษย์ (Peopleware) ทั้งสิ้น
4. ข้อมูล(data)
          ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ต้องป้อนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ พร้อมกับ โปรแกรมที่นักคอมพิวเตอร์เขียน ขึ้นเพื่อผลิตผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ มี 5 ประเภท คือ ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) ข้อมูลตัวอักษร (Text Data) ข้อมูลเสียง (Audio Data) ข้อมูลภาพ (Images Data) และข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data)
    
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

          คอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม จะมีลักษณะการทำงานของส่วนต่างๆที่มีความสัมพันธ์กัน เป็นกระบวนการ โดยมีองค์ประกอบพื้นฐานหลักคือ Input   Process และ output
ขั้นตอนที่ 1 : รับข้อมูลเข้า (Input)
        เริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถผ่านทางอุปกรณ์ชนิดต่างๆ แล้วแต่ชนิดของข้อมูลที่จะป้อนเข้าไป เช่น ถ้าเป็นการพิมพ์ข้อมูลจะใช้แผงแป้นพิมพ์ (Keyboard) เพื่อพิมพ์ข้อความหรือโปรแกรมเข้าเครื่อง ถ้าเป็นการเขียนภาพจะใช้เครื่องอ่านพิกัดภาพกราฟิค (Graphics Tablet) โดยมีปากกาชนิดพิเศษสำหรับเขียนภาพ หรือถ้าเป็นการเล่นเกมก็จะมีก้านควบคุม (Joystick) สำหรับเคลื่อนตำแหน่งของการเล่นบนจอภาพ เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 2 : ประมวลผลข้อมูล (Process)
        เมื่อนำข้อมูลเข้ามาแล้ว เครื่องจะดำเนินการกับข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ ต้องการ การประมวลผลอาจจะมีได้หลายอย่าง เช่น นำข้อมูลมาหาผลรวม นำข้อมูลมาจัดกลุ่มนำข้อมูลมาหาค่ามากที่สุด หรือน้อยที่สุด เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 3 : แสดงผลลัพธ์ (Output)
        เป็นการนำผลลัพธ์จากการประมวลผลมาแสดงให้ทราบทางอุปกรณ์ที่กำหนดไว้ โดยทั่วไปจะแสดงผ่านทางจอภาพ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า "จอมอนิเตอร์" (Monitor) หรือจะพิมพ์ข้อมูลออกทางกระดาษโดยใช้เครื่องพิมพ์ก็ได้.

ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์

เครื่องคอมพิวเตอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีจุดเด่น 4 ประการ เพื่อทดแทนข้อจำกัดของมนุษย์ เรียกว่า 4 S special ดังนี้
1. หน่วยเก็บ (Storage)
         หมายถึง ความสามารถในการเก็บข้อมูลจำนวนมากและเป็นเวลานาน นับเป็นจุดเด่นทางโครงสร้าง และเป็นหัวใจของการทำงานแบบอัตโนมัติของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องด้วย
2. ความเร็ว (Speed)
         หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลข้อมูล (Processing Speed) โดยใช้เวลาน้อย เป็นจุดเด่นทาง โครงสร้างที่ผู้ใช้ทั่วไปมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยที่สุด เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สำคัญส่วนหนึ่งเช่นกัน
3. ความเป็นอัตโนมัติ (Self Acting)
         หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลตามลำดับขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง อย่างอัตโนมัติ โดยมนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะในขั้นตอนการกำหนดโปรแกรมคำสั่งและข้อมูล ก่อนการประมวลผลเท่านั้น
4. ความน่าเชื่อถือ (Sure)
        หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ความน่าเชื่อถือนับเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุดในการทำงาน ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ความสามารถนี้เกี่ยวข้อง กับโปรแกรมคำสั่งและข้อมูล ที่มนุษย์กำหนด ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง กล่าวคือ หากมนุษย์ป้อนข้อมูล ที่ไม่ถูกต้องให้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ย่อม ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน


สื่อเก็บข้อมูลแบบจานแม่เหล็ก ( Magnetic Disk device )
    สื่อเก็บข้อมูลแบบจานแม่เหล็ก ( Magnetic Disk device ) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลประเภทที่ใช้งานเป็นลักษณะของจานบันทึก ( disk ) ซึ่งมีหลายประเภท ดังนี้
    ฟล็อปปี้ดิสก์ ( Floppy disks ) สื่อ เก็บบันทึกข้อมูลที่ได้รับความนิยมและใช้งานอย่างแพร่หลาย สามารถหาซื้อใช้ได้ตามร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดิสเก็ตต์ ( diskette ) หรือแผ่นดิสก์ การเก็บข้อมูลจะมีจานบันทึก ซึ่งเป็นวัสดุอ่อนจำพวกพลาสติกที่เคลือบสารแม่เหล็กอยู่ด้านใน และห่อหุ้มด้วยกรอบพลาสติกแข็งอีกชั้นหนึ่ง
แผ่นดิสก์ในอดีตจะมีขนาดจานบันทึกที่ใหญ่มากถึง 5.25 นิ้ว ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมและเลิกใช้งานแล้ว จะเห็นได้เฉพาะขนาด 3.5 นิ้วแทน ซึ่งมีขนาดเล็กและพกพาสะดวกกว่า โครงสร้างการทำงานของแผ่นดิสก์จะต้องมีการจัดข้อมูลโดยการ ฟอร์แมต ( format ) เมื่อใช้ครั้งแรกก่อนทุกครั้ง (ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตมักจะมีการฟอร์แมตแผ่นมาตั้งแต่อยู่ในกระบวนการผลิต แล้ว (ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทำการฟอร์แมตก่อนใช้งานซ้ำอีก)การฟอร์แมตเป็นกระบวนการจัดพื้นที่เก็บไฟล์ข้อมูลก่อนใช้งาน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการเตรียมพื้นที่สำหรับเก็บบันทึกข้อมูลนั่นเอง โครงสร้างของแผ่นจานแม่เหล็กเมื่อทำการฟอร์แมตแล้วจะมีลักษณะดังนี้
  •  แทรค ( Track ) เป็นการแบ่ง พื้นที่เก็บข้อมูลออกเป็นส่วนตามแนววงกลมรอบแผ่นจานแม่เหล็ก จะมีมากหรือน้อยวงก็ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของจานแม่เหล็กนั้น ซึ่งแผ่นแต่ละชนิดจะมีความหนาแน่นของสารแม่เหล็กแตกต่างกันทำให้ปริมาณความ จุข้อมูลที่จะจัดเก็บต่างกันตามไปด้วย
  •  เซกเตอร์ ( Sector ) เป็นการ แบ่งแทรคออกเป็นส่วน ๆ สำหรับเก็บข้อมูล ซึ่งแต่ละเซกเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้มากถึง 512 ไบต์ หากเปรียบเทียบแผ่นจานแม่เหล็กเป็นคอนโดมิเนียมหลังหนึ่งแล้ว เซกเตอร์ก็เปรียบได้เหมือนกับห้องพักต่าง ๆ ที่แบ่งให้คนอยู่กันเป็นห้อง ๆ นั่นเอง แผ่นดิสเก็ตต์ที่พบทั่วไปในปัจจุบันจะเป็นแบบความจุสูงหรือ high density สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 1.44 MB ซึ่งเราอาจคำนวณหาความจุข้อมูลของแผ่นดิสก์ได้โดยการเอาจำนวนด้านของแผ่นจาน แม่เหล็ก ( side ) จำนวนของแทรค ( track ) จำนวนของเซคเตอร์ในแต่ละแทรค ( sector/track ) และความจุข้อมูลต่อ 1 เซกเตอร์ ( byte/sector ) ว่ามีค่าเป็นเท่าไหร่ แล้วเอาตัวเลขทั้งหมดมาคูณกันก็จะได้ปริมาณความจุข้อมูลในแผ่นชนิดนั้น ๆ เมื่อเก็บหรือบันทึกข้อมูลแล้วสามารถที่จะป้องกันการเขียนทับใหม่ หรือป้องกันการลบข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น โดยเลือกใช้ปุ่มเปิด – ปิดการบันทึกที่อยู่ข้าง ๆ แผ่นได้ ซึ่งหากเลื่อนขึ้น (เปิดช่องทะลุ) จะหมายถึงการป้องกัน ( write-protected ) แต่หากเลื่อนปุ่มลงจะหมายถึง ไม่ต้องป้องกันการเขียนทับข้อมูล ( not write-protected ) นั่นเอง
ปุ่มป้องกันการบันทึก
     แผ่นดิสเก็ตต์จะมีอายุการใช้งานที่มากสุดถึง 7 ปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานและการบำรุงรักษาต่าง ๆ ด้วย ซึ่งข้อแนะนำเพื่อให้แผ่นดิสเก็ตต์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นคือ ควรเก็บรักษาแผ่นดิสเก็ตต์ให้มีอายุยาวนานขึ้นคือ ควรเก็บรักษาแผ่นไว้ในอุณหภูมิที่พอเหมาะไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ตลอดจนหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแผ่นดิสก์โดยตรง รวมถึงการเก็บรักษาแผ่นดิสเก็ตต์ไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บที่ปลอดภัย เช่น กล่องหรือถาดเก็บเฉพาะ เป็นต้น
สื่อเก็บข้อมูลแสง ( Optical Storage Device )

เป็นสื่อเก็บข้อมูลสำรองที่ได้รับความนิยมมากใน ปัจจุบัน ซึ่งใช้หลักการทำงานของแสงเข้ามาช่วย การจัดเก็บข้อมูลจะคล้ายกับแผ่นจานแม่เหล็ก แต่ต่างกันที่การแบ่งวงของแทรคจะแบ่งเป็นลักษณะคล้ายรูปก้นหอยและเริ่มเก็บ บันทึกข้อมูลจากส่วนด้านในออกมาด้านนอก และแบ่งส่วนย่อยของแทรคออกเป็นเซกเตอร์เช่นเดียวกันกับแผ่นจานแม่เหล็ก
 
  •  CD-ROM (Compact disc read only memory) เป็น สื่อเก็บบันทึกข้อมูลที่นิยมใช้สำหรับการเก็บบันทึกข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมประยุกต์เพื่อใช้สำหรับติดตั้งในคอมพิวเตอร์รวม ถึงเก็บผลงานไฟล์มัลติมีเดีย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( CAI – computer assisted instruction ) หรือ CD-Training ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียวแต่ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกข้อมูลซ้ำ ได้ สามารถจุข้อมูลได้ถึง 650-750 MB โดยมาก  แล้วจะเป็นแผ่นที่ปั๊มมาจากโรงงานหรือบริษัทผู้ผลิตมาแล้ว
  •  CD-R (Compact disc recordable) พบ เห็นได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป มีราคาถูกลงอย่างมาก แผ่นแบบนี้สามารถใช้ไดรซ์เขียนแผ่น ( CD Write ) บันทึกข้อมูลได้และหากเขียนข้อมูลลงไปแล้วยังไม่เต็มแผ่นก็สามารถเขียน เพิ่มเติมได้ แต่ไม่สามารถลบข้อมูลที่เขียนไว้แล้วได้ เนื่องจากเนื้อที่บนแผ่นแต่ละจุดจะเขียนข้อมูลได้ครั้งเดียว เขียนแล้วเขียนเลยจะลบทิ้งอีกไม่ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบันทึกไฟล์ข้อมูลเพื่อเก็บรักษาทั่วไป เช่น ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล เพลง mp3 หรือไฟล์งานข้อมูลซึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว
   CD-RW (Compact disc rewritable) แผ่น ชนิดนี้มีลักษณะหน้าตาเหมือนกับแผ่น CD-R ทุกประการแต่มีข้อดีกว่าคือ นอกจากเขียนบันทึกข้อมูลได้หลายครั้งแล้ว ยังสามารถลบข้อมูลและเขียนซ้ำใหม่ได้เรื่อย ๆ เหมือนกับการบันทึกและเขียนซ้ำของดิสเก็ตต์ อย่างไรก็ตามแผ่น CD-RW ขณะนี้ยังมีราคาสูงกว่า CD-R อยู่พอสมควร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบันทึกข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยและเก็บ ข้อมูลไว้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ถาวร ซึ่งจะช่วยทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก เพราะสามารถลบทิ้งแล้วเขียนใหม่อีกได้ถึงกว่าพันครั้ง 
รู้จักกับ Flash Memory
      คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ทางอิเล็คทรอนิกส์ในปัจจุบันใช้สื่อเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้มีการพัฒนาส่อจัดเก็บข้อมูลเพื่อรองรับการทำงานกับคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ การพัฒนาสื่อจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้จะต้องคำนึงถึงความเร็ว ความจุ ขนาด และราคา ส่อจัดเก็บข้อมูลประเภทนี้จริง ๆ แล้วเป็นหน่วยความจำแบบหนึ่ง ปัจจุบันเรามีหน่วยความจำแบบนี้มากมายที่ใช้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น กล้องดิจิตอล เครื่องเล่นและบันทึกเสียงแบบดิจิตอล รวมทั้งคอมพิวเตอร์ที่เราอาจจะใช้เคลื่อนย้ายข้อมูลในปริมาณที่สูงกว่าการ ใช้แผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ ซึ่งอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น Compact Flash, Smart Media, Memory Stick, Multimedia Card , Flash Drive หรือ Thumb Drive เป็นต้น หน่วยความจำแฟลช (Flash Memory) คือ หน่วยความจำขนาดเล็กประเภท non-volatiole ที่สามารถบันทึกข้อมูลลงไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ข้อมูลไม่มีการสูญหายเมื่อปิดสวิตซ์ ซึ่งมีส่วนที่ใช้บันทึกข้อมูล เรียกว่า solid state chips ซึ่งใช้กระบวนการทางไฟฟ้าในการบันทึกข้อมูลและมีตัวควบคุมการอ่านและเขียนใน ตัวเอง หน่วยความจำสำรองแบบ solid state เป็นหน่วยความจำแบบ non-volatiole ที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ Digital เช่น กล้องถ่ายภาพแบบดิจิตอล ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากและรวดเร็ว หรือในอุปกรณ์ที่สามารถบันทึกและเคลื่อนย้ายข้อมูลได้สะดวกรวดเร็ว "Flash" เป็นชื่อที่ได้มาจากวิธีการจัดการของ chip ที่นำมาใช้ ซึ่งสามารถลบข้อมูลที่บรรจุภายใน cell ได้ด้วยการกระทำเพียงครั้งเดียว โดยข้อมูลที่บันทึกใน Flash Memory สามารถลบ หรือ แก้ไขข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในหน่วยความจำที่เรียกว่า "block" Flash Memory มักถูกใช้สำหรับการเก็บ control code เช่น BIOS เป็นต้น เนื่องจาก ง่ายต่อการ update ข้อมูล ซึ่ง BIOS คือโปรแกรมที่ใช้เพื่อเริ่มการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์หลังเปิดสวิตซ์ โดย BIOS จะคอยควบคุม หรือ จัดการกับกระแสข้อมูลที่วิ่งระหว่างระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ เช่น ฮาร์ดดิสก์ กราฟิกการ์ด คีย์บอร์ด เมาส์ หรือ ปริ๋นเตอร์ อย่างไรก็ตาม Flash Memory ยังไม่สามารถนำมาใช้งานแทนแรมได้ เพราะแรมต้องการการระบุตำแหน่งในระดับไบต์ ซึ่งละเอียดกว่าไม่ใช่ระดับ block ที่ใช้ใน Flash Memoryในปัจจุบัน Flash Memory จะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาขนาดเล็ก เช่น กล้องดิจิตอล เครื่องบันทึกเสียง โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องบันทึกข้อมูลมือถือแบบ PDA PC card สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ Notebooke ที่ต้องการหน่วยความจำที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กมากในการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ข้อดี: 1. สามารถเก็บข้อมูลได้ดีกว่า magnatic disk เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้ chip 2. ในขณะที่ทำการบันทึกจะไม่มีการหมุนของอุปกรณ์ภายใน flash memory card ทำให้มีความคงทนต่อการกระทบกระเทือนได้มากกว่า magnatic disk 3. มีขนาดเล็ก และ สามารถถอดออกได้ง่าย ข้อเสีย: 1. มีข้อจำกัดด้านความจุ ซึ่งมีความจุน้อยกว่าฮาร์ดดิสก์ 2. ยังไม่สามารถนำมาใช้แทนหน่วยความจำ RAM ได้

                Flasn Memory ที่นิยมใช้ในธุรกิจ
Compact flash Compact flash มักนิยมเรียกว่า CF Card ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ScanDisk เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีขนาดเล็กและมีความทนทาน โดยในการ์ดจะมี control chip อยู่ภายใน และสามารถบันทึกข้อมูลได้มากใช้กำลังไฟต่ำ รวมถึงความรวดเร็วในการบันทึกภาพที่สูงขึ้น เริ่มนำมาใช้งานเมื่อปี ค.ศ. 1994 นิยมใช้เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลของกล้องดิจิตอลมากที่สุด และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่น ๆ โดยใช้การเชื่อมต่อแบบ 50-pin connector จุดเด่นของ Compact flash คือ มีน้ำหนักเบา มีขนาด 43 x 36 มม. หนา 3.3 มม. มีความทนทานมากกว่าเมื่อเทียบกับ Smart Media เกือบเท่าตัว แต่ความเร็วในการส่งข้อมูลเท่ากัน ใช้พลังงาน 3.3 V.หรือ 5 V หรือเทียบเท่าราว 5% ของดิสก์ไดร์ฟ มีความทนต่อการตกสูงถึง 10 ฟุต และมีอายุการใช้งานราว 100 ปี โดยข้อมูลไม่เสียหาย ขนาดความจุในปัจจุบันมีตั้งแต่ 8-512 MB และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้มีความจุสูงขึ้นเรื่อย ๆ Compact Flash ได้รับการพัฒนาเป็น 2 มาตรฐาน คือ 1. Compact flash type I จัดเก็บข้อมูลในลักษณะ Solid state memory แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านความจุของข้อมูล ทำให้มีการพัฒนาแบบที่ 2 ขึ้นมาเรียกกว่า Compact flash type II 2. Compact flash type II เริ่มเปิดตัวด้วยความจุสูง 340 MB ปัจจุบันมีความจุอยู่ที่ 3 GB อุปกรณ์ที่นิยมใช้ Compact flash type II ส่วนใหญ่มักจะเป็นกล้องดิจิตอลที่มีศักยภาพสูง ความแตกต่างกันระหว่าง Compact flash type I กับCompact flash type II คือ ส่วนของความหนา ซึ่ง Compact flash type I มีความหนาเพียง 3.3 มม.ในขณะที่ Compact flash type II หนา 5.5 มม. ข้อดี : 1. การทำงานภายในจะคล้ายกับฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็ก เก็บข้อมูลได้มาก 2. เขียนและอ่านข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิม ข้อเสีย : ใช้กำลังไฟมากทำให้เปลือง  xD-Picture Card เป็นหน่วยความจำแฟลชที่พัฒนาออกมาล่าสุด โดยความร่วมมือระหว่าง SanDisk และ Olympus เพื่อใช้กับกล้องดิจิตอลซึ่งการ์ดนี้มีความสะดวกสบายกับกล้องดิจิตอล Olympus cและ Fuji xD-Picture Card เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กแต่มีอัตราการถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูง การ์ดประเภทนี้สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ xD devices หรือถ้ามีอะแด็ปเตอร์ Compact Flash, Smart Media หรือการ์ด PCMCIA/PC ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้ เมื่อต้องการถ่ายโอนข้อมูลจากหน่วยความจำแฟลชเหล่านี้ที่ใช้งาน เช่นตัวอ่านที่เรียกว่า "ตัวอ่าน" (reader) ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของหน่วยความจำแฟลชที่ใช้งาน เช่นตัวอ่านสำหรับ Compact Flash ก็จะมีตัวอ่านเป็น Compact Flash Reader เป็นต้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวอ่านให้สามารถอ่านข้อมูลจากสื่อที่หลากหลายอาจจะมี ชื่อว่า 6-in-1 reader หรือ 8-in-1 reader เป็นต้น ตัวอ่านที่เห็นด้านล่างนี้เป็นของ SanDisk เป็นตัวอ่านที่รองรับหน่วยความจำแฟลชทั้ง 8 แบบ คือ Compact Flash ทั้ง Type I และ Type II Memory Stick Pro, Smart Media, xD-Picture Card, Multimedia Card และ SD Card ตัวอ่านเหล่านี้จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านทางพอร์ตอนุกรม พอร์ตขนาน หรือพอร์ต USB หลังจากนั้นจะถ่ายโอนข้อมูลเข้าไปเก็บในฮาร์ดดิสก์ เพื่อใช้งานต่อไป แต่สำหรับอุปกรณ์บางตัวจะมีหัวอ่านในตัวเอง เช่น กล้องดิจิตอลบางรุ่น จึงสามารถถ่ายโอนข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงแค่เพียงต่อเคเบิลเข้ากับ พอร์ตแล้วใช้ซอฟต์แวร์ที่มีมาให้ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน หรือเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ต PCMCIA ก็สามารถใช้อะแด็ปเตอร์เพื่อแปลงสัญญาณให้เข้ากับ   Memory Stick เป็นอุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลที่มีขนาดเล็กเท่าหมากฝรั่ง ผลิตโดยบริษัทโซนี และนำมาใช้ในอุปกรณ์ต่าง ๆ จากทางบริษัทโซนีที่เป็นผู้ผลิต สามารถใช้ในการเก็บข้อมูลสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น กล้องดิจิตอล กล้องวีดีโอ คอมพิวเตอร์Notebook เครื่อง PDAเป็นต้น สะดวกต่อการพกพา มีคุณสมบัติป้องกันการเขียนทับเช่นเดียวกับ smart media memory stick มีขนาด 50 x 21.5 มม. หนา 2.8 มม. ความจุเริ่มต้นตั้งแต่ 4 MB จนถึง 1GB และมีแนวโน้มจะมีขนาดความจุมากขึ้น อ่านข้อมูลด้วยความเร็ว 2.45 MBps และเขียนด้วยความเร็ว 1.8 MBps ข้อดี: 1. มีความรวดเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลในระดับที่สูงกว่า 1 MBps 2. ช่วยให้การเขียนอ่านข้อมูลเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ข้อเสีย: 1. มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอุปกรณ์บันทึกข้อมูลอื่น
   
อุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับคอมพิวเตอร์
          สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปแล้วนั้น มันสามารถทำงานได้โดยมีส่วนประกอบพื้นฐาน อย่างเช่น คอมพิวเตอร์เคส หน้าจอมอนิเตอร์ เมาส์ คีย์บอร์ด แต่เรายังสามารถต่ออุปกรณ์อื่นๆสำหรับคอมพิวเตอร์เพิ่มลงไปตรงพอร์ตต่างๆได้อีก อุปกรณ์ต่อพ่วงเหล่านี้จะเรียกว่า “Peripherals” ซึ่งอุปกรณ์ต่อพ่วงนั้นก็มีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน
  

           ปริ้นเตอร์หรือเครื่องพิมพ์ เครื่องพิมพ์นี้มีไว้สำหรับพิมพ์เอกสาร ภาพ หรืออะไรก็ตามที่สามารถสั่งพิมพ์ได้ผ่านทางคอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์นั้นมีอยู่หลายประเภทหลายรุ่นให้เลือกด้วยกัน เช่น เครื่องพิมพ์หมึก เครื่องพิมพ์เลเซอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพถ่าย เรายังสามารถซื้อปริ้นเตอร์แบบครบวงจรได้ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ และเครื่องถ่ายเอกสาร


        สแกนเนอร์ สแกนเนอร์เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถคัดลอกรูปภาพ เอกสาร และบันทึกมันเข้าสู่คอมพิวเตอร์ของเราในรูปแบบของรูปภาพดิจิตอล สแกนเนอร์รุ่นใหม่นั้นยังสามารถใช้พิมพ์เอกสาร ส่งแฟกซ์ ถ่ายเอกสารได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถซื้อเอาเฉพาะเครื่องสแกนเนอร์อย่างเดียวก็ได้
      ลำโพง/เฮดโฟน ลำโพงกับเฮดโฟนเป็นอุปกรณ์แบบ ”เอาท์พุท” นั่นหมายความว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่คอยส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปยังผู้ใช้งาน มันทำให้เราสามารถได้ยินเสียงและเพลง ลำโพงและเฮดโฟนมีให้เลือกหลายรูปแบบและสามารถต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ด้วย USB หรือ Audio พอร์ตก็ได้ สำหรับในหน้าจอมอนิเตอร์บางรุ่นอาจมีลำโพงติดอยู่ด้วยแล้ว
      ไมโครโฟน ไมโครโฟนเป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบ “อินพุท” หรือก็คือเป็นเครื่องมือที่รับเอาข้อมูลจากผู้ใช้งานเข้าไปสู่คอมพิวเตอร์ เมื่อเราทำการเชื่อมต่อไมโครโฟนเข้ากับคอมพิวเตอร์ เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกเสียงหรือใช้ในการบันทึกการสนทนาในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ โดยส่วนใหญ่แล้ว คอมพิวเตอร์มักมีไมโครโฟนติดอยู่ภายในอยู่แล้ว


      เว็บ คาเมราหรือเว็บแคม กล้องเว็บแคมเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว หรือรูปภาพ มันยังสามารถใช้ในการส่งวิดีโอขึ้นไปยังอินเตอร์เน็ตแบบวิดีโอสดได้อีกด้วย ช่วยให้เราสามารถพูดคุยกันแบบเห็นหน้ากับผู้อื่นได้จากทั่วทุกมุมโลก กล้องเว็บแคมถูกใช้ในหลายๆจุดประสงค์ด้วยกัน
     จอยสติกหรือเกมคอนโทรลเลอร์ โดยทั่วไปแล้ว เกมที่เราทำการเล่นอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นี้สามารถควบคุมการเล่นทั้งหมด ได้ด้วยเมาส์และคีย์บอร์ด แต่ทว่า เรายังสามารถซื้อเอาอุปกรณ์เสริมสำหรับเล่นเกมมาเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เพิ่มเติมได้ด้วยเพื่อให้เราสามารถเล่นเกมอย่างได้อรรถรสมากขึ้น
โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 เมื่อเราทำการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้มาจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ประเภทโทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 กล้องดิจิตอล ฯลฯ จะมีสายสำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ด้วย USB มาด้วย เราสามารถถ่ายโอนข้อมูลต่างๆจากคอมพิวเตอร์ลงไปสู่หน่วยความจำของอุปกรณ์เหล่านี้ รวมทั้งนำเอาสิ่งที่อยู่ในหน่วยของจำของอุปกรณ์เหล่านี้ลไปสู่คอมพิวเตอร์ก็ได้เช่นกัน 
                     ระบบปฏิบัติการคือ      ระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมควบคุมการทำงาน (ควบคุมการRun) ของโปรแกรมประยุกต์  ทำหน้าที่
โต้ตอบและเป็นสื่อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์และฮาร์ดแวร์ (Hardware)
ระบบ ปฏิบัติการ (Operating System :OS) เป็นซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องและอุปกรณ์  ควบคุมและสั่งการให้ Hardware สามารถทำงานได้   เช่น ทำหน้าที่ในการตรวจเช็คอุปกรณ์  Keyboard ขณะเปิดเครื่อง  ถ้าผู้ใช้ลืมเสียบสาย Keyboard ที่ port ด้านหลังของเครื่อง ขณะที่ซอฟต์แวร์ระบบตรวจสอบแล้วไม่พบอุปกรณ์เชื่อมต่อดังกล่าว จะมีข้อความแจ้งเตือนความผิดพลาด  “Keyboard Error”  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมการทำงานระหว่าง User ในการใช้โปรแกรมประยุกต์ ( Application Software) ของ user กับระบบเครื่องฯ  อำนวยความสะดวกในการใช้งาน  และเพิ่มประสิทธิ์ภาพของระบบ
       บทบาทและเป้าหมายของระบบปฏิบัติการ (Goals & Roles of an OS) 
•  อำนวยความสะดวก ทำให้ผู้ใช้ (user) ใช้เครื่องฯ ได้ง่าย (Operating System Objectives  Convenience)
ทำให้คอมฯ ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน
•  ใช้งานเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency)  จัดการการใช้ทรัพยากรของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
•  เพิ่มความสามารถเพื่อพัฒนาโปรแกรม  (Ability to evolve) เพื่อรองรับให้ผู้ใช้เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพัฒนาโปรแกรมได้อย่างมี ประสิทธิภาพ, สามารถทดสอบโปรแกรม, และสามารถใช้ฟังก์ชั่นใหม่ ๆ ของระบบ  โดยปราศจากการแทรกแซงของระบบปฏิบัติการในระหว่างการทำงาน
      สรุปเป้าหมายและบทบาทของระบบปฏิบัติการ (OS)  สามารถจำแนกได้ 2 เป้าหมายคือ
1. เป้าหมายหลัก ( Primary goal) คือ  การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ให้สามารถใช้ระบบคอมฯ ได้ง่าย และสะดวกที่สุด (convenience for the user)
2. เป้าหมายหมายรอง (Secondary goal)  คือ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ
บางครั้ง 2 เป้าหมายนี้อาจขัดแย้งกัน เช่น  ระบบ OS ที่ชาญฉลาดนั้นระหว่างทำงานระบบจะ
ตรวจ จับข้อผิดพลาด (Error) อยู่ตลอดเวลา หากพบข้อผิดพลาดระหว่างการทำงานก็จะมีข้อความแจ้ง (Message) แก่ผู้ใช้  และหากมีข้อความแจ้งบ่อยครั้ง ก็จะกลายเป็นการขัดจังหวะการทำงานทำให้ผู้ใช้ ทำงานได้ไม่สะดวก   ดังนั้นการออกแบบระบบปฏิบัติการ (OS) และการออกแบบสถาปัตยกรรมด้านตัวเครื่องควรมีความสอดคล้อง และหาจุดกลางระหว่างกันโครงสร้างระบบปฏิบัติการ (OPERATING SYSTEM STRUCTURES)ระบบปฏิบัติการเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ ฮาร์ดแวร์  ซึ่ง  OS จะเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานในระดับ Low level ควบคุมและสั่งการเครื่องและอุปกรณ์ได้โดยตรง  สามารถแสดงโครงการการเข้าถึงฮาร์ดแวดร์ 
         ยุคที่ 1 หลอดสูญญากาศ ยังไม่มีระบบปฏิบัติการ
   ช่วงปี ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1955 มีการผลิตเครื่องจักรในการคำนวณโดยใช้หลอดสุญญากาศ ( Vacumm Tube ) ขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่มากประกอบด้วยหลอดสุญญากาศประมาณ 10,000 หลอดแต่มีความเร็วในการทำงานต่ำกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบันมาก และมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ใช้งาน และเชี่ยวชาญกับเครื่องดังกล่าว ในการสั่งงานให้เครื่องทำงานตามโปรแกรมที่กำหนดจะต้องทำงานโดยตรงกับ เครื่องโดยใช้ฮาร์ดแวร์ในการสั่งงาน หรือที่เรียกว่าปลั๊กบอร์ดซึ่งเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุมการ ทำงานภาษาคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่เกิดขึ้นจึงต้องมีการควบคุมการทำงานของเครื่องโดยคนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีส่วนของโปรแกรมควบคุมระบบในการทำงานจึงถือว่าไม่มีระบบปฏิบัติการ สำหรับใช้งาน
         ยุคที่ 2 ทรานซิวเตอร์กับการประมวลผลแบบแบทซ์
   ช่วงปี ค.ศ. 1955 ถึง ค.ศ. 1965 ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ขึ้นเป็นผลสำเร็จ ทำให้วงการคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยได้มีการนำเอาทรานซิสเตอร์มาใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการสร้าง คอมพิวเตอร์แทนการใช้หลอดสุญญากาศแบบเดิมและเริ่มมีการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการธุรกิจและในช่วงนี้เองที่มีการแบ่งกลุ่มหรือจัดสรรบุคลากรที่ทำงานทางด้าน คอมพิวเตอร์ออกเป็นกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีหน้าที่การทำงานเฉพาะด้านอย่างชัดเจนจากเดิมที่คนเพียงคนเดียวทำงานทุกอย่างกลายเป็นแต่ละคนจะมีหน้าที่เฉพาะ อย่างเช่นผู้ออกแบบระบบ นักเขียนโปรแกรม พนักงานบันทึกข้อมูล ผู้บำรุงรักษาเครื่องเป็น
  ในช่วงนี้ก็ได้มีการพัฒนาภาษา ฟอร์แทรน ( FORTRAN ) ขึ้นเพื่อใช้งานซึ่งถือว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงภาษาแรก โดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกข้อมูลการเขียนโปรแกรมแต่ละครั้งจะเป็นการเขียนโปรแกรมลงกระดาษก่อนแล้วจึงนำไป ในห้องบันทึกเพื่อทำการเจาะบัตรตามโปรแกรมที่เขียนไว้ต่อจากนั้นจะส่งบัตรไปให้เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผลเมื่อคอมพิวเตอร์ทำงานเสร็จพนักงานควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์จะนำผลที่ได้ไปยังห้องแสดงผลเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมตรวจสอบความถูกต้อง ของโปรแกรมที่ตนเขียน ซึ่งจะเห็นว่ามีขั้นตอนในการทำงานมากและเสียเวลาในการทำงานมากและจากการที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้งานมาก
  นักออกแบบระบบคอมพิวเตอร์จึงได้พยายามหาหนทางที่จะทำให้ การทำงานเร็วขึ้น ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบการประมวลผลแบบแบทช์ ( Batch Processing System )ซึ่งเป็นแนวความคิดในการรวบรวมงานจำนวนหลายๆงานมาเก็บไว้ในเทปแม่เหล็กซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและทำงานได้เร็วกว่าบัตรเจาะรู หลังจากที่มีการรวบรวมงานลงบนเทปแล้ว ก็นำเทปดังกล่าว(บรรจุงาน 1 งาน หรือมากกว่า 1 งาน)ไปยังห้องเครื่องซึ่งพนักงานควบคุมเครื่องจะติดตั้งเทป และเรียกใช้โปรแกรมพิเศษ (ในปัจจุบันเรียกว่าระบบปฏิบัติการ) เพื่อทำหน้าที่อ่านข้อมูลจากเทปและ
   นำไปประมวลผล ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงาน ก็จัดเก็บลงบนเทปอีกม้วนหนึ่งหรือพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็ได้ และเมื่อเสร็จงานหนึ่งๆ ระบบจัดการก็จะทำการอ่านงานถัดไปโดยอัตโนมัติต่อไปและเมื่อหมดทุกงานหรือเทปหมดพนักงานควบคุมเครื่องก็เพียงแต่นำเทปม้วน ใหม่ใส่เข้าไปเพื่อทำงานต่อและนำเอาเทปที่เก็บผลลัพธ์ไปพิมพ์ที่เครื่องที่จัดไว้เพื่อการพิมพ์ผลโดย เฉพาะ ทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วทำให้ได้ปริมาณงานมากในระยะเวลาการใช้งานเท่ากันเมื่อเทียบกับการใช้งาน ในรูปแบบเดิม
          ยุคที่ 3 ยุคไอซีและระบบมัลติโปรแกรม (Multiprogramming)
  ช่วงปี ค.ศ. 1965 ถึง ค.ศ. 1980 การใช้งานคอมพิวเตอร์ได้มีการขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่วงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยสามารถแบ่งกลุ่มของงานออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ งานทางด้านธุรกิจและงานทางด้านวิทยาศาสตร์และเพื่อสนองความต้องการการใช้คอมพิวเตอร์ในวงการบริษัทไอบีเอ็มจึงได้ พัฒนาคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานทางด้านธุรกิจแต่ยังคงความสามารถในการคำนวณ ข้อมูลทาง
   คณิตศาสตร์ไว้เช่นเดิม เรียกว่าซีสเต็ม 360 ( System 360 ) และได้มีการพัฒนาต่อไปเป็น 370 4304 3080 และ 3090 ในเวลาต่อมา ไอบีเอ็ม 360 เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการนำเอา
   เทคโนโลยีไอซีมาใช้จึงทำให้มีความเร็วในการทำงานสูงขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าความเร็วในการทำงานจะสูงเพียงใดก็ตาม แต่เนื่องจากมีการนำอุปกรณ์อื่นๆ มาเชื่อมต่อ เช่น เครื่องพิมพ์เครื่องขับเทปแม่เหล็ก เป็นต้นจึงทำให้การทำงานที่ช้ากว่ามากจนทำให้หน่วยประมวลผลต้องคอยการทำงานของ อุปกรณ์เหล่านั้น เช่นการอ่านข้อมูลจากเครื่องอ่านบัตรหรือเทปซึ่งในขณะที่ อ่านข้อมูลอยู่นั้นหน่วยประมวลผลไม่ได้ทำงานอื่นเลยเนื่องจากต้องคอยให้อ่าน ข้อมูลเสร็จ
   ก่อนหน่วยประมวลผลจึงจะทำงานต่อไปได้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงได้เกิดแนวความคิดที่ว่าในขณะที่หน่วยประมวลผล คอยการทำงานของอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งอยู่นั้นแทนที่หน่วยประมวลผลจะคอยการทำงานของอุปกรณ์ ก็ให้หน่วยประมวลผลไปทำงานอื่นๆ ที่มีในระบบและกลับมาทำงานเดิมต่อไปเมื่อการทำงานของอุปกรณ์นั้นเสร็จสิ้น แล้ว ซึ่งการทำงานลักษณะนี้เรียกว่าระบบหลายโปรแกรม
  แนวคิดในการทำงานแบบหลายโปรแกรม นี้ จะมีการแบ่งส่วนของหน่วยความจำเป็นส่วนๆ เพื่อเก็บงานต่างๆ ที่มีในระบบไว้ เมื่องานใดงานหนึ่งมีการคอยหรือมีการติดต่อกับอุปกรณ์ หน่วยประมวลผลก็จะไปทำงานอื่นๆที่มีอยู่ซึ่งจะทำให้สามารถใช้งานหน่วยประมวลผลได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือหน่วยประมวลผลไม่ต้องมีการคอยงานเลย แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในหน่วยความจำจะมีการเก็บงานต่างๆ ไว้ แต่หากว่างานที่ทำอยู่มีขนาดใหญ่มาก งานอื่นๆจะไม่ได้รับการประมวลผลเลยจนกว่างานที่หน่วยประมวลผลกำลังประมวลผลจะ เสร็จสิ้นเสียก่อนซึ่งทำให้ผู้ที่ต้องการทำงานอื่นๆ ต้องคอย เช่น หากโปรแกรมมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นต้องนำมาแก้ไข และส่งเข้าไปต่อคิวอีกจะทำให้เสียเวลามากขึ้น

         จากการที่ต้องการตอบสนองจากคอมพิวเตอร์ให้รวดเร็วขึ้น จึงได้เกิดแนวความคิดและออกแบบระบบการทำงานแบบจัดสรรเวลา ( Time Sharing ) ขึ้น โดยการจัดสรรเวลาของหน่วยประมวลผลให้บริการงานต่างๆ ที่มีอยู่พร้อมๆ กันเช่นถ้ามีงานอยู่ในระบบ 20 งาน หน่วยประมวลผลจะแบ่งเวลามาทำงานของงานที่ 1 งานที่ 2 ต่อไปเรื่อยๆ จนถึงงานที่ 20 โดยการเปลี่ยนงานซึ่งไม่จำเป็นต้องเสร็จงานใดงานหนึ่งก่อน กล่าวคือในการเปลี่ยนงานจากงานที่ 1 ไปทำงานที่ 2 นั้นงานที่ 1 อาจจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ได้ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ทำให้ผู้ใช้บริการในระบบทั้ง 20 งานได้รับการตอบสนองหรือได้รับบริการจากคอมพิวเตอร์พร้อมๆ กันได้       ระบบปฏิบัติการแรกที่ใช้ระบบจัดสรรเวลานี้คือระบบ ปฏิบัติการมัลติก (MULTIC : MULTiplxed Information and Computing Service ) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสชาชูเซต ( Massachusetts Institute of Technology : MIT ) และต่อมาเคน ทอมสัน (KenTompson ) ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการยูนิกซ์( UNIX Operating System)ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแบบจัดสรรเวลาเช่นเดียวกันขึ้นมาและเป็นที่ นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรทางธุรกิจต่างๆ
          ยุคที่ 4 ยุคคอมพิวเตอร์บุคคล และระบบปฏิบัติการเครือข่าย
  ช่วงปี ค.ศ. 1980 ถึง ค.ศ. 1990 จากการที่ได้มีการคิดค้นและประดิษฐ์วีแอลเอสไอ ( VLSI : Very Large Scale Integrate Circuit ) ได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาได้นำมาใช้ในการผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลขึ้นจึงทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงจากเดิมเป็นอันมาก นอกจากนี้ราคาก็ต่ำลงทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่หน่วยงานต่างๆ สามารถมีไว้ใช้งานได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่จะถูกนำไปไว้ในงานทางด้านธุรกิจสถาบันการศึกษาและหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งรูปแบบการใช้งานนั้นมีทั้งแบบการใช้งานเฉพาะตัว หรืออยู่ในรูปของการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน เป็นระบบเดียวกัน และใช้ทรัพยากรต่างๆ ในระบบร่วมกันซึ่งเรียกว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network )
  ระบบปฏิบัติการในยุคนี้มี 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลซึ่งได้แก่เอ็มเอสดอสและพีซีดอส ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เอ็มเอสดอสมีอยู่ด้วยกันหลายรุ่นตามวิวัฒนาการของ
   เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกล่าวคือเมื่อมีการพัฒนาสถาปัตยกรรมของคอมพิวเตอร์เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถก็จะมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบปฏิบัติการ ตามไปด้วย และระบบปฏิบัติการอีกกลุ่มหนึ่งคือระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ซึ่งเป็น ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานบนเครื่องตั้งแต่ระดับไมโครคอมพิวเตอร์ขึ้นไปจนถึง ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ต่อมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการระบบปฏิบัติการกล่าวคือมีระบบ ปฏิบัติการที่ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีการเชื่อมโยงกัน เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์เรียกว่าระบบปฏิบัติการเครือข่าย ( Network Operating System : NOS ) ซึ่งทำให้สามารถขยายขอบเขตการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้เป็น อย่างมาก ระบบปฏิบัติการเครือข่ายมีแนวความคิดพื้นฐานไม่ต่างจากระบบจัดการแบบเดิม เท่าใดนัก โดยจะมีการจัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์ควบคุมการสื่อสาร และโปรแกรมที่ควบคุมการทำงาน เช่น การเข้าถึงข้อมูล เป็นต้นแต่อย่างไรก็ตามก็ยังรักษาโครงสร้าง และหน้าที่หลักๆ ของระบบปฏิบัติการเอาไว้เช่นเดิม

หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ

 ระบบ ปฏิบัติการถูกสร้างขึ้นโดยวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานผู้ ใช้งานสามารถโต้ตอบเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง เกี่ยวหรือทราบถึงกลไกการทำงานภายในระบบคอมพิวเตอร์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระบบปฏิบัติการเอง โดยหน้าที่ของระบบปฏิบัติการมีหน้าที่หลักสำคัญดังต่อไปนี้ 
 1.ติดต่อประสานงานกับผู้ใช้ ( User Interface )ในการติดต่อเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถติดต่อหรือสั่งงานผ่านทางคีย์บอร์ดหรือเมาส์ เช่น ระบบปฏิบัติการดอส ( DOS ) เมื่อเข้าสู่ระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีเครื่องหมายพร้อมรับคำสั่ง ( Prompt ) ผู้ใช้งานสามารถใช้คำสั่งต่าง ๆ เพื่อติดต่อผ่านทาง Command Line ในขณะที่ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ( Windows ) จะแสดงผลในรูปแบบของภาพโดยติดต่อในลักษณะ Graphics User Interface ( GUI ) บนเดสก์ท็อปจะมีไอคอน ( Icon ) โปรแกรมต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือนกับคำสั่ง เมื่อต้องการใช้งานก็ทำการดับเบิ้ลคลิกตรงไอคอนนั้น ๆ โปรแกรมก็จะปฏิบัติงานตามคำสั่งทันที 
 2. ควบคุมดูแลอุปกรณ์ ( Control Devices )ผู้ ใช้งานามารถใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ด ดิสก์ไดร์ฟ หรือเครื่องพิมพ์อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ตัวระบบปฏิบัติการจะเป็นผู้ที่ควบคุมดูแลการทำงานของอุปกรณ์เหล่านั้นเพื่อ ให้การทำงานของระบบโดยรวมเป็นไปอย่างถูกต้องและมีความสอดคล้องกัน ระบบปฏิบัติการในส่วนของรูทีน( I/O Subsystem ) ที่ควบคุมอุปกรณ์แต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละอุปกรณ์ เช่น รูทีนควบคุมการแสดงผลของจอภาพ รูทีนควบคุมการทำงานของดิสก์ไดร์ฟ ซึ่งรูทีนเหล่านี้ผู้ใช้อาจเรียกใช้งานผ่านทาง System Call ซึ่งจัดเป็นบริการการติดต่อกันระหว่างโปรเซสกับระบบปฏิบัติการ ทำให้ประหยัดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่เพื่อควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้น การเรียกใช้งานอุปกรณ์ผ่านทาง System Callจึงทำให้ประหยัดเวลาและทำให้การติดต่อควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันแต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ใช้ที่มีความสามารถและมีความเข้าใจการทำงานของอุปกรณ์เหล่านั้นกับระบบปฏิบัติการเป็นอย่างดี ก็อาจจะทำการเขียนโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ด้วยตนเองก็ได้ เพื่อใช้งานเฉพาะอย่างที่ต้องการ 
 3.จัดสรรทรัพยากร ( Resource ) ต่าง ๆ ภายในระบบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทรัพยากร ( Resource ) คือสิ่งซึ่งถูกใช้ไปเพื่อให้โปรแกรมสามารถดำเนินงานต่อไปได้ตัวอย่างทรัพยากรในระบบ เช่น ซีพียู หน่วยความจำ อุปกรณ์อินพุตและเอาต์พุตต่าง ๆ สาเหตุที่จำเป็นต้องมีการจัดสรรทรัพยากรในระบบก็เพราะว่า
   3.1 ทรัพยากรของระบบมีจำนวนจำกัด
ทรัพยากรในระบบ เช่น ซีพียู ซึ่งคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักมีซีพียูเพียงตัวเดียวในการประมวลผล แต่ซีพียูก็จำเป็นต้องทำการประมวลผลต่าง ๆ มากมายในขณะเดียวกันดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดสรรการใช้งานซีพียูที่มีอยู่เพียงตัวเดียวให้สามารถประมวลผลงานต่าง ๆ ที่เข้ามาให้ได้อย่างเหมาะสม และเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า
  3.2  ความต้องการทรัพยากร
ในบางครั้งและในหลาย ๆ กรณี โปรแกรมต่าง ๆ มีความต้องการใช้ทรัพยากรประเภทของทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อตอบสนองการบริการตามความต้องของแต่ละโปรเซสหรือโปรแกรมเหล่านั้นได้ โดยทรัพยากรหลัก ๆ ที่ระบบปฏิบัติการได้จัดสรรไว้ประกอบด้วยซีพียู หน่วยความจำ อุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต และข้อมูล
 
                        บรรณานุกรม
http://guru.sanook.com/4145/
http://www.suwanpaiboon.ac.th/wbi/page/na46.htm
http://www.suwanpaiboon.ac.th/wbi/page/na49.htm
http://www.vcharkarn.com/varticle/32744
http://thaieasy-it.blogspot.com/2013/08/blog-post_6.html
http://nakizacom.weebly.com/3619363236103610361135993636361036333605363635853634361935883629361736143636362336483605362936193660-operating-system.html
http://web.kku.ac.th/regis/student/Web2/page2.HTML
https://sites.google.com/site/operatingsytemsyvc/hnathi-khxng-rabb-ptibati-kar





 



















































































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น